คำตอบสั้น ๆ: ไม่จำเป็น คำตอบยาว ๆ: นี่คือจุดที่กำแพงภาษาโผล่มาจริง ๆ ในโซล และอะไรที่ช่วยปิดช่องว่างนั้น

คำถามนี้เข้ามาในแชทแทบทุกสัปดาห์ ส่วนใหญ่ถามก่อนจะจองไม่นาน: "พูดเกาหลีไม่ได้เลย จะมีปัญหาไหม?" คำตอบบรรทัดเดียวคือ ไม่มีปัญหา แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนอยากรู้จริง ๆ ทุกคนอยากรู้ว่าที่ร้านอาหาร บนแท็กซี่ หรือที่ร้านขายยาตอนสามทุ่ม จะเกิดอะไรขึ้น เลยขอเล่าแบบตรงไปตรงมา

ที่ที่ภาษาอังกฤษเอาอยู่

  • รถไฟฟ้าใต้ดินและรถเมล์ — ป้าย แผนที่ และประกาศมีภาษาอังกฤษ ข้ามเมืองได้โดยไม่ต้องใช้เกาหลีแม้แต่คำเดียว
  • สนามบิน — พนักงาน ป้ายบอกทาง และเคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋ว รองรับภาษาอังกฤษได้ทั้งหมด
  • ย่านท่องเที่ยว — เมียงดง ฮงแด คังนัม พนักงานร้านและคาเฟ่สื่อสารภาษาอังกฤษได้สบาย เมนูมักมีภาษาอังกฤษหรือรูปภาพ
  • คนรุ่นใหม่ — โดยเฉพาะในโซล หลายคนคุยภาษาอังกฤษได้ ถามอย่างสุภาพแล้วคนเกาหลีตั้งใจช่วยจริง ๆ เรื่องนี้ไม่ได้เกินจริง

ที่ที่ภาษาอังกฤษไม่พอ

  • ร้านอาหารในย่านชุมชน — ร้านดี ๆ ที่ไม่มีคิวนักท่องเที่ยวหน้าร้าน มักมีเมนูภาษาเกาหลีล้วนและพนักงานไม่ได้ภาษาอังกฤษ และอาหารอร่อยก็มักอยู่ที่นั่น
  • แท็กซี่ — คนขับส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษได้น้อย บอกจุดหมายด้วยปากมักไม่ค่อยเวิร์ก
  • ร้านขายยาและคลินิก — ฉลากและวิธีกินยาเป็นภาษาเกาหลี และ "อันนี้แก้ปวดหัวหรือแก้ปวดท้อง" ไม่ควรเดา
  • เรื่องที่ไม่ได้วางแผน — ร้านปิด ทางออกเปลี่ยน หรือ "ขอโทษค่ะ เต็มแล้ว" การแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าคือจุดที่กินเวลาจริง

สิ่งที่มือถือช่วยได้

  • Papago (ของ Naver) แม่นกว่า Google Translate สำหรับภาษาเกาหลี เพราะฝึกด้วยข้อมูลภาษาเกาหลีโดยเฉพาะ — ส่องกล้องไปที่เมนู 삼겹살 ก็ออกมาเป็น "หมูสามชั้น" ตรง ๆ ขณะที่ตัวแปลทั่วไปมักแปลตรงตัวจนได้คำแปลก ๆ (ทางการ: https://papago.naver.com)
  • การแปลด้วยกล้อง ใช้ได้ดีกับเมนู ป้าย ฉลากสินค้า และแพ็กเกจ แค่นี้ก็แก้ปัญหาเรื่องร้านอาหารได้เกือบหมด
  • Kakao T สำหรับแท็กซี่ — ตั้งจุดหมายในแอป ไม่ต้องพูดเลย และเก็บที่อยู่โรงแรมเป็นภาษาเกาหลีไว้โชว์คนขับด้วย (ทางการ: https://www.kakaot.com)

พูดตรง ๆ แค่สามอย่างนี้ก็เที่ยวโซลคนเดียวได้สบาย หลายคนก็ทำแบบนั้น

สิ่งที่มือถือช่วยไม่ได้

แอปแปลภาษาแปลคำให้ได้ แต่ทำส่วนที่ทำให้ทริปดีไม่ได้:

  • คำแนะนำ กล้องแปลเมนูได้ แต่บอกไม่ได้ว่าเมนูที่สองคือสิ่งที่คนที่นี่สั่งกันจริง ๆ หรือร้านข้าง ๆ ทำอันนี้ได้ดีกว่า
  • การโต้ตอบ ถามต่อ เปลี่ยนออร์เดอร์ รับมือกับ "อันนั้นหมดแล้ว" — ปิงปองผ่านแอปทำให้จังหวะบทสนทนาพัง และอีกฝ่ายมักยอมแพ้ก่อนเรา
  • การอ่านบรรยากาศ ร้านนี้คุ้มที่จะรอไหม พนักงานเพิ่งบอกเรื่องสำคัญหรือเปล่า คิวนั้นคือคิวอาหารหรือคิวถ่ายรูป
  • โทรศัพท์และการจอง ร้านเล็ก ๆ ที่ดีบางร้านรับจองทางโทรศัพท์ เป็นภาษาเกาหลี เท่านั้น

มีครูว์ไปด้วยแล้วต่างกันยังไง

ส่วนนี้เราพูดได้เต็มปาก: เราคุยกันเป็นภาษาอังกฤษทั้งก่อนและระหว่างวันที่เจอกัน และเรื่องภาษาเกาหลีครูว์จัดการให้ทั้งหมด ในทางปฏิบัติคือครูว์สั่งอาหาร แปลเมนู ถามคำถามที่คุณต้องพิมพ์เอง และจัดการเรื่องแท็กซี่ ร้านขายยา รวมถึงจังหวะ "เอ่อ ลองไปถนนถัดไปกันไหม"

คุณไม่ได้จ้างล่าม — คุณใช้เวลาหนึ่งวันกับคนที่ทำให้ปัญหาภาษาหายไปเป็นผลพลอยได้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ลืมเรื่องนี้ไปตั้งแต่มื้อเที่ยง ถ้าอยากถามสถานการณ์เฉพาะของตัวเองก่อนจอง บอกมาในแชทได้เลย "โรงแรมอยู่ชงโน ครูว์ช่วยเรื่องไปสนามบินได้ไหม" เป็นคำถามปกติมาก และเราตอบทุกสัปดาห์

อยากเรียนไว้สักสองสามคำ?

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังอยากจำประโยคพื้นฐานไว้บ้าง — สนุก และพนักงานเกาหลียิ้มทันทีเวลาเห็นเราลองพูด เราเขียนคู่มือประโยคสั้น ๆ ไว้เพื่อเรื่องนี้เลย ครั้งละห้าประโยค พร้อมคำอ่าน

FAQ

ต้องพูดเกาหลีได้ไหมถึงจะจองได้
ไม่ต้อง การจอง การวางแผนทริป และวันที่เจอกันจริง ใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมด
ครูว์พูดอังกฤษได้ระดับไหน
ระดับที่วางแผนทริปร่วมกับคุณได้และจัดการทุกอย่างหน้างานได้ — นั่นคือเนื้องาน ถ้าอยากวัดด้วยตัวเอง คุยกับเราในแชทก่อนจองได้เลย เราตอบตรง ๆ ไม่ขายเกินจริง
มีครูว์ที่เป็นเจ้าของภาษาอังกฤษไหม
มี ครูว์ส่วนใหญ่เป็นคนเกาหลีท้องถิ่น — นั่นคือสิ่งที่ทุกคนจองอยู่ — แต่ถ้าวันนั้นต้องการภาษาอังกฤษระดับเจ้าของภาษา บอกในแชทได้
ภาษาไทยหรือจีนล่ะ
เว็บไซต์ของเรามีภาษาไทยและจีนตัวเต็ม และยินดีรับคำถามในแชทเสมอ
จะกินร้านที่ไม่มีเมนูภาษาอังกฤษได้ไหม
นั่นแหละคือจุดสำคัญ ร้านแบบนั้นคือร้านที่ครูว์พาไป
Moon, Seoul

Ask Moon

Seoul